Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

เรื่องอ่านเล่นสนุกๆ จากคนเป็นหัวหน้าทัวร์ยุโรป ลี่ไม่ได้เขียนเองหรอกนะคะ ฝีมือและฝีปากฮาๆ ของเพื่อนร่วมวงการ พบกับเค้าได้ในชื่อ "รักจริงหวังแต่ง" ที่พันทิป บลูพลาเน็ตค่ะ



Chapter 1 : "ความในใจของหัวหน้าทัวร์ยุโรป : เมื่อไหร่ไอ้ชะโงกทัวร์มันจะหมดไปซะทีวะ... "

ขอผมบ่นหน่อยเถอะครับ...
บ่นอะไร ? ก็บ่นทั้งไอ้บริษัททัวร์ ที่มันจัดทัวร์ห่วยๆแบบนี้ออกมาขาย
และบ่นลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ ที่มาซื้อทัวร์ห่วยๆแบบนี้
เลิกซื้อทัวร์แบบนี้กันซะที !

เพราะในนามของคนที่ทำทัวร์ยุโรปมาจะเข้ายี่สิบปี...
มันน่าเบื่อสุดๆ ! ทั้งสงสารลูกค้า และสงสารตัวเอง เพราะมันเหนื่อยโคด โคด !

ลองดูเส้นทางยอดฮิต ที่ผมต้องเจออยู่แทบทุกเดือนนะครับ
แต่นแต๊น...ภูมิใจเสนอ ทัวร์อียิปต์ - อิตาลี - สวิส - ฝรั่งเศส 9 วัน

วันแรก บินจากกรุงเทพฯ ไปไคโร เครื่องออกกลางคืน เมนูมีปลา กับเนื้อ

วันที่สอง เช้าถึงไคโร...ตีรถไปกิซ่า ดูปิรามิด ทะเลาะกับพ่อค้าหาบเร่ขายของที่ระลึก แล้วพาลูกค้าไปขี่อูฐ แวะดูสฟิงส์ แล้วกลับมาในกิซ่า ไปโรงงานน้ำหอม กินอาหารกลางวันบุฟเฟ่ท์ห่วยๆ บ่ายแวะโรงงานกระดาษปาปิรุส แล้วกลับเข้าไคโร นั่งหลับกันทั้งรถ ไปตื่นเอาที่มิวเซียม เข้าไปดูห้องตุตันคามุน (ใช้เวลาทั้งหมด 45 นาที) แล้วไปตลาดข่าน อัล คาลิลี คนเป็นหมื่น เหม็นทั้งนั้น ให้เวลา 1 ชม. แล้วไปกินข้าวจีนห่วยๆ แกงจืดไข่ใส่มะเขือเทศ แล้วกลับไปเช็คอินที่โรงแรมในกิซ่าประมาณ สามทุ่มครึ่งเป็นอย่างดี...สลบ

วันที่สาม เช้าตื่นตี 4 กินข้าวแล้ว รีบตีไปแอร์พอร์ต จับเครื่องไปโรม กว่าจะออกมาจากสนามบินได้ร่วมบ่าย 3 ทำอะไรมั่ง...ต้องพาไปวิหารเซ็นต์ปีเตอร์ที่วาติกัน เอ้า...ขวามือดูรูปแกะเพียต้าครับ ของมิเคลแองเจโล ตรงไปดูงานหินอ่อนและสำริดของเบอร์นินี่ บลา บลา บลา เจอกันที่น้ำพุ กลับมาขึ้นรถภายใน 1 ชม. นะครับ รีบไปโคลอสเซียม ให้แวะได้ 15 นาทีจริงๆครับท่าน ถ่ายรูปประตูชัยของจักรพรรดิ์คอนสแตนติน และโคลอสเซียม แล้ววิ่งมาขึ้นรถ รถจอดรอไม่ได้นะครับท่าน อย่าซื้อไอติมมากินบนรถนะครับท่าน แพงโคด...และคนรถมันจะดุเอา บลา บลา บลา

ไปนำพุเทรวี เอ้า ต้องจอดหน้าอุโมงค์นี้นะครับ แล้วเดินเข้าซอยนี้ไป เกาะกลุ่มกันด้วย เดินตามธงของผม เอ่อ...ห้องน้ำต้องรอเข้าที่ห้องอาหารครับคุณยาย...เอ้า โยนเหรียญให้แรงๆนะครับ ไม่งั้นเหรียญตกใส่กบาลลูกทัวร์คนจีน เอ้า ใครจะกินไอติม ร้านหัวมุมนี่ห่วยสุด แต่คนโคดเยอะ เสียเวลาสุดๆ...เดินครับ เดินไปบันไดสเปนครับ เอ้า ข้ามทางม้าลายครับ ฟุตปาทจิ๊ดเดียว ชิดขวาสุดๆเลยครับเฮีย ถึงแล้วครับบันไดสเปน คนเป็นหมื่นระวังล้วงกระเป๋านะครับ ไปถ่ายรูปแล้วเจอกันตรงอนุสาวรีย์นี้นะครับ ตรงข้ามออฟฟิศเอเม๊กซ์ ให้เวลา 15 นาทีครับ เอ่อ...กุ๊ชชี่ คงต้องเอาไว้ซื้อที่เวนิสนะครับ ปราด้าด้วยเหมือนกันครับ โอ...ลองชองป์นี่ต้องรอไปซื้อที่ปารีสครับ บลา บลา บลา...ห้องน้ำเขาไม่ให้เข้าฟรีครับ คุณยาย...เอ้า ไปเข้าที่แม๊คโดแนลด์นู่นเลยครับ เสร็จแล้วรอผมตรงนั้นนะครับ พาเดินไปกินข้าวร้านเทียนสิน (จีน) แก้วดื่มน้ำพลาสติค กินแล้วเดินขึ้นเขาไปปาร์คกิ้ง ลิ้นห้อย...คนรถเอามือเคาะนาฬิกาข้อมือ ทำปากขมุบขมิบ เข้าโรงแรม นอกกรุงโรม ลูกค้าสลบตั้งแต่ในรถ...

วันที่ 4 ตื่นหกโมง กินอาหารเช้าที่ห่วยที่สุดของยุโรป คุณป้าครับ โต๊ะของกรุ๊ปเราตรงนี้ครับ ต้องกินรวมกันเพราะโรงแรมรับหลายกรุ๊ปครับ มีครัวซองต์ใส่ถุงแร๊ปไว้คนละ 1ชิ้น ชีส กับ แฮมบางๆวางใส่จานไว้ เครื่องดื่มอยู่ที่โต๊ะยาว พนักงานประจำห้องอาหารเช้าหน้าตาเป็นตะหลิวทุกวัน เอ่อ...ไมโลไม่มีครับคุณยาย แม๊กกี้ก็ไม่มีครับ เดี๋ยวผมไปขอเค๊ทชัพให้นะครับ กาแฟกดปุ่มนั่น นำร้อนกดปุ่มนี้ครับ มาม่าเก็บไว้ก่อนดีไหมครับ ไอ้โรงแรมนี้ มันบอกว่ามันทำให้ห้องเหม็นครับ บลา บลา บลา... อนึ่ง ผมไม่เคยได้กินอาหารเช้าทันเลย แต่ผมจะจิ๊กครัวซองต์ไว้ สองสามอัน เอาไปเลี้ยงนกพิราบที่เวนิส รถออก 8 โมง ตีไปปิซ่า เกือบ 4 ชั่วโมงครึ่ง ถึง parking ในปิซ่า นั่งชัทเทิ้ลบัสเข้าไปกินข้าวจีน ห้องนำเล้กๆและสกปรกสุดๆ ดูหอเอน 40 นาที ถ่ายรูปกัน แล้วกลับมาที่จุดนัดพบเวลา บ่ายสองครึ่งนะครับ...ผมไปนั่งกินกาแฟที่ Mc Cafe...เฮ้อ...

เอ้า มากันครบไหมครับ ...ยัง ยังต่อราคาของอยู่...งั้นต้องรอชัทเทิ้ลบัสรอบถัดไปครับ เอ้า คราวนี้ ครบไหมครับ ...ยังอีก อาม่าไปเข้าห้องน้ำ...งั้นต้องรอชัทเทิ้ลบัสรอบถัดไป รวมรอทั้งหมดครึ่งชั่วโมงฟรีๆ

ตีไปเวนิส ตุเลง ตุเลง ไปอีก 5 ชั่วโมง ถึงเมสเทร่ (เวนิส) สองทุ่มครึ่ง กินอาหารฝรั่งที่โรงแรม เออ...ที่นี่ทำคาร์โบนาร่าอร่อย ค่อยยังชั่วหน่อย เข้าห้องสี่ทุ่ม น้ำท่าไม่ต้องอาบมันละวะ...สลบดีก่า

วันที่ 5 ตื่น 6 โมง กินข้าว 7 โมง รถออก 8 โมง เรากำลังจะไปเวนิสครับพี่น้อง เมืองที่งดงามโรแมนติดที่สุดในโลก เอ้าลงเรือนะครับ ระหว่างนั่งเรือถ่ายรูปกันใหญ่ เอ่อ...ในเรือไม่มีห้องน้ำครับคุณยาย เรือไปจอดที่จตุรัส ซาน มาร์โก...เดิน เดิน เดิน...อ้าว คุณยาย ผมบอกแล้วไงครับต้องเข้าห้องน้ำที่โรงแรมมาให้เรียบร้อย หา...ด่วนด้วยหรือครับ ตาย 5... ต้องมีอีก เกือบกิโลครับ

ด้วยความที่คุณยายปวดฉี่ ผมจึงจำต้องอธิบายเรื่องคุกหลวง พระราชวังดอดจ์ และวิหารเซ็นต์มารค์ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ถึงห้องน้ำแล้วครับคุณยาย...ค่าใช้ห้องน้ำ 1.5 ยูโรครับ ไม่มีเศษตังค์ไม่เป็นไรครับ เขาทอนให้ อ้าว...กลัวจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เข้าไปหมดทุกคนเลยเหรอครับ...งั้นผมรอหน้าร้านหลุยส์ครับ

ผมยืนดูดบุหรี่รออยู่ ครึ่งชั่วโมง กว่าท่านๆจะใช้ห้องน้ำกันครบทุกคน
เอ้าไปล่องเรือกอนโดล่าครับ เดินตามผมมาครับ
ลูกค้าได้ล่องเรือกอนโดล่า ประมาณ ครึ่งชั่วโมง...ผมรอที่ท่าเรือ หน้าร้าน Hard Rock Cafe...
ลูกค้ากลับมาครบ เอาล่ะครับ ผมให้เวลาท่าน หนึ่งชั่วโมง ให้ท่านเดินเล่นตามอัธยาศัย สะพานริอัลโต้เดินซอยนี้เลยครับ ร้านกุ๊ชชี่
ซอยนี้ครับ ร้านหลุยส์อยู่หน้าห้องน้ำตะกี้ครับ เจอกันที่ หน้าวังดอดจ์ 11 โมงนะครับ
หา ! โอ...บ่ายโมงไม่ได้หรอกครับ บ่ายนี้ต้องเดินทางด้วยรถอีก เกือบ 7 ชั่วโมง บลา บลา บลา...

ผมงัดเอาขนมปังที่จิ๊กมาวันแรกไปเลี้ยงนกพิราบด้วยความเซ็ง ที่โดนลูกค้าคอมเพลนเรื่องเวลาน้อยไป...ก็จริงของเขา

เวนิสเป็นนครที่สวยที่สุดในโลกก็ว่าได้ แต่ลูกค้าผมกลับมีเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ในการซึมซับบรรยากาศสุดโมนติคที่สุดในโลก ทั้งยังต้องซื้อกุ๊ชชี่อีกด้วย
บ้าที่สุด !

บ่ายเดินทาง...นั่งรถ ...นั่งรถ...นั่งรถ กว่าวิวจะเริ่มสวยก็เย็นแระ แถวๆ โคโมเป็นต้นไป บรรยายเรื่องราวสวิตเซอร์แลนด์ไปเรื่อยๆ ลูกค้าก็หลับๆตื่นๆ ไปจนถึงลูเซิร์น ตอน 3 ทุ่มครึ่ง กินอาหารฝรั่ง แล้วสลบอีก น้ำไม่อาบอีกแล้วครับ

วันที่ 6 ก็ 6-7-8 เหมือนเดิม แล้วตีรถไปแองเกิลเบิร์ก 50นาที ขึ้นรถกระเช้าไปยอดเขาทิตลิส วันนี้แต่งตัวกันเต็มยศ เหมือนหมีขั้วโลก หลังจากเปลี่ยนรถกระเช้าสองสามรอบก็ถึงสถานียอดเขา เอ้า คลุกคลีตีโมงกับหิมะซะให้สะใจ หนาวก็มาเข้าพักข้างในนะครับคุณยาย วันนี้กินข้าวเที่ยง 11 โมง เพราะต้องกลับไปที่ลูเซิร์น และเดินทางเข้าฝรั่งเศส ที่พักอยู่ที่ ดิจอง

ลงเขามาแล้ว ก็เข้าลูเซิร์น พาไปดูอนุสาวรีย์สิงห์โต ดูสะพานไม้เก่าแก่ แล้วจอดที่หน้าร้านนาฬิกา ให้เดินเล่นในตัวเมืองเก่า ซื้อโรเล๊กซ์ ซื้อช๊อคโกแล๊ต และของที่ระลึก ได้ถึงแค่ บ่าย 3 โมง ต้องตรงเวลานะครับทุกคน รถจอดรอไม่ได้ ระวังกะเป๋าสตางค์ให้ดีนะครับ

เซ็งมั๊ยครับ เมืองสวยน่ารักแบบลูเซิร์น แทนที่ลูกค้าจะได้มีเวลา chill chill จิบกาแฟ ชมทะเลสาป ดูโลกให้มันหมุนช้าๆ กลับต้องมาวิ่งซื้อของกันหูตูบ สะพง สะพานอะไร กรูไม่มีเวลาไปถ่ายรูปทั้งนั้น !

ได้เวลาเดินทาง รถออกได้บ่าย 3
นั่งไป เกือบ 5 ชม. ถึงดิจอง ทุ่มครึ่ง กินข้าวโรงแรม ไก่ทอดแห้งๆครึ่งตัว กับเฟรนช์ฟรายส์...นั่งเบลอๆอยู่ ว่าจะอาบน้ำซะหน่อย ...สลบ

วันที่ 7 ก็ 6-7-8 อีกนั่นแหละ เช้านั่งรถลูกเดียว นั่งไป..นั่งไป เกือบ 500 กิโล ถึงเมืองแวร์ซายตอนบ่าย สองโมง กินข้าวจีน แล้วชมพระราชวังแวร์ซาย มีไกด์ไทยบรรยายเหมือนเดิมทุกครั้ง ดูห้องพระจันทร์ ถึงพระอาทิตย์ ห้องนอนหลุยส์ 16 ห้องนอน มารีอังตัวแนท ห้องท้องพระโรง ถ่ายรูปกับสวนหลังวัง...ออกมาสู้รบปรบมือกับพ่อค้าของที่ระลึกตัวดำๆ ตัวเหม็นๆ มันชอบยื่นแขนดำๆเข้ามาในรถ มีพวงกุญแจรูปหอไอเฟลเต็มมือ สี่อันหนึ่งยูโร ๆ ๆ ๆ ๆ... มันพูดไทยชัดกว่าคนใช้พม่าของผมอีก หึ หึ...

แล้วรีบกลับไปในปารีส เอ้าแวะร้านน้ำหอม เอ่อ...หลุยส์ไม่มีครับพี่ร้านนี้ พี่ต้องซื้อในห้างวันพรุ่งนี้ครับ ลองชองป์มีครับร้านนี้ น้ำหอมยี่ห้อนี้ผมไม่รู้จักครับคุณป้า ลองถามคนขายดูครับ คนไทยครับ พูดไทยได้ บลา บลา บลา
วันนี้ได้กินข้าวร้านไทย ไม่อร่อย ผมว่า ...แต่ลูกค้าชอบ ก็โอเค

หลังอาหารค่ำ ไปลงเรือล่องแม่น้ำแซนน์ (ครั้งที่หนึ่งร้อยแปดมั๊ง..ของผม)
แอบงีบอยู่ชั้นล่างของเรือ ลูกค้าอยู่บนดาดฟ้าเรือ...หนาวตาย 5.. ผมนึก
ล่องเรือ 1 ชม. 15 นาที กลับมาที่รถ เอ้ากลับโรงแรมซะที
ถึงโรงแรมเกือบ 4 ทุ่ม...จ่ายทิปคนรถ เพราะค่าทัวร์เขารวมทิป (ขืนไม่รวม คนรถอดตายแน่ๆ) จ่ายไปวันละ 2 ยูโร ต่อคน ต่อวัน เพราะพรุ่งนี้ต้องใช้รถของปารีส แล้วขึ้นไป สลบ อีกเหมียนเดิม

วันที่ 8 ก็ 6-7-8 อีก เช้ารีบไปถ่ายรูปหอไอเฟลกันอีกที่ทรอคคาเดโร ถ่ายๆ ๆ ๆ ๆ ย้อนแสงก็จะถ่าย แล้วรีบไปจอดที่ประตูชัย มีเวลา 15 นาที ถ่ายๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วไปห้างกาเลอลี่ ลาฟาแยตต์

เอาเลยครับคุณป้า จัดให้หนัก โน่นครับ ร้านหลุยส์ ลงบันไดไปแล้วเลี้ยวขวา เดินไปสุดทางเลย ครับ นั่นแหละตรงคนจีนเข้าแถวรอซื้ออยู่นั่นแหละครับ ลองชองป์อยู่นู่นครับ เดินตรงไปสุดเกือบถึงทางออกมุมถนนโน่น อ๋อ..Nespresso อันนี้อยู่ตึกของผู้ชายครับ ชั้นล่าง กลับมาทำแบบฟอร์มคืนภาษีที่เคาน์เตอร์นี้นะครับ นัดไว้ 11 โมงครึ่ง ล้อหมุนตอนเที่ยงตรงนะครับ ไม่งั้นตกเครื่องนะครับ วันนี้ต้องไปแอร์พอร์ตครับ ได้กลับบ้านแล้วครับ

ผมตั้งข้อสังเกตเอาจากประสบการณ์ และขอแอบ "บ่น" เรื่องคนไทยซื้อ "หลุยส์" หน่อยเถอะ อะไรมันจะเป็นความจำเป็นขนาดนั้น หยั่งกะเป็น "ภาระกิจ" เป็นวาระแห่งชาติ เวลามันมีค่ามาก ท่านลองเอาจำนวนเงินกับจำนวนนาที ที่เราไปเที่ยวมาหารกันดู แล้วท่านจะรู้ว่า เวลามันมีค่าขนาดไหน นาทีละเท่าไหร่ และการซื้อหลุยส์สักใบ มันทำให้ท่านเสียเวลาขนาดไหน... แหะ แหะ...พอดีก่าคับ เดี๋ยวจะมาหาว่าผมบ้า

เออ...เที่ยงตรง ตรงเวลาแฮะ ไอ้วันแบบนี้ เอาล่ะ ไปสนามบินซะที ได้เวลากล่าวคำอำลา คำอวยพร และสวัสดีลูกค้าอย่างเป็นทางการ

อ้อ...แหม ขอบคุณครับคุณยาย ที่อุตส่าห์ไปรวบรววสินน้ำใจมาให้ผมซองเบ้อเริ่ม...ผมก็จะเอาไปทำบุญในบวรพุทธศาสนา ว่า จะไปสร้างกุฏิให้พระท่านเช่า... เฮ้ย...

เครื่องออกจากปารีส บ่าย 3 โมง เปลี่ยนเครื่องที่ไคโร

วันที่ 9 เที่ยงกว่า เวลาบ้านเรา ก็ถึงเมืองไทยซะที .... ฮ่วย !

ไงครับ ดูเหมือนจะสนุก ว่าไหมครับ ? แล้วมันน่าเหนื่อยไหมครับพี่น้อง ?

นี่แหละครับ ความจริงแสนเศร้าของวงการทัวร์ ที่พลักดันขีดความสารถทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์ไปจนถึงขีดสุด ทั้งลูกค้า และหัวหน้าทัวร์ ไม่มีอะไจสามารถ "ชะโงก" ได้มากไปกว่านี้แล้วครับ นอกจากนอนมันในรถทัวร์ ! ต้องขอบคุณพระเจ้าที่วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง หาไม่แล้วไอ้พวกทัวร์มันอาจจะทำทัวร์ โรม ไปลูเซิร์นได้ภายใน 1 วัน ! และทัวร์แบบนี้ก็ยังจะขายได้ เพราะลูกค้าไม่มีความรู้ใดๆทางด้านภูมิศาสตร์ ดูแต่ว่า ราคาถูก ได้เที่ยวเยอะๆ หลายๆประเทศ โดยลืมไปว่าวันหนึ่ง มี 24 ชั่วโมง !

ยิ่งเที่ยวเยอะเท่าไร ก็แปลว่า ยิ่ง"ชะโงก" เท่านั้น ไปได้แค่ "ดม" หรืออย่างดีก็ได้ถ่ายรูปให้มันได้ชื่อว่าไปมาแล้วเฟ้ย !

ผมทำกระทู้นี้ขึ้นมาด้วย ความสมเพช สงสาร ทั้งต่อตัวกระผม และต่อลูกทัวร์ที่น่ารักของกระผม

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการ"บ่น" ของผมครั้งนี้จะพอให้ข้อคิดอะไรแก่ผู้ที่จะเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะในทวีปยุโรป ซึ่งผมถือเป็น "สนามหลังบ้าน" ของผม อยากจะบอกแบบไม่เกรงใจใคร ว่าถ้าจะเที่ยวน่ะ อย่าไปซื้อทัวร์ครับ ลงทุน ลงแรงศึกษาหน่อย ใช้เวลาให้มันพอสมควร เที่ยวเองมันกว่าเยอะ

แต่ไม่ใช่มีเวลาอยู่อาทิตย์เดียว แต่อยากไปอิตาลี ยันสแกนดิเนเวีย และแวะซื้อของที่ลอนดอน มันไม่ได้ ! ถ้าไม่ไหวจริงๆต้องไปกะทัวร์ก็กรุณาพิจารณาอะไรให้รอบด้าน อย่าดูแต่ราคา อย่าดูแต่สักว่าเที่ยวเยอะ ยิ่งไอ้ทัวร์ที่ผมยกตัวอย่างมานี่ ทรมานสุดๆครับ ขอบอก และดันเป็นทัวร์ยอดฮิตซะด้วย ไอ้อิตาลี สวิส ฝรั่งเศสเนี่ย... 15-20 ปีที่แล้ว ทัวร์ 3 ประเทศนี่ ใช้เวลา 12 วันครับ คิดดูเอาแล้วกัน ทุกวันนี้มันทำกันยังไง 9 วัน และเจือกรวมอียิปต์ไว้ด้วยอีก 1 คืน !

กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว ท่านต้องมานั่ง"คลี่" หู อีกพักใหญ่ หู ที่มัน "ตูบ" เป็นสุนัขลาบราดอร์ วันหนึ่งน่ะ มันมี 24 ชั่วโมงมาเป็นพันปีแล้วครับ เชื่อผมเถอะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านที่คิดจะเดินทางท่องเที่ยวยุโรป ใน high season ที่จะถึงนี้ครับ

กระทู้นี้ยาวมาก ขอบคุณที่ทนอ่านจนจบครับ

--------------------------------------------------------

Chapter 2 : ความในใจของหัวหน้าทัวร์ยุโรป : อาหารเช้า และชวนป๋วยปี่แป่กอ ตราลูกกตัญญู

มา"บ่น" อีกแล้วครับ

คราวนี้ "บ่น" ลูกค้า ตรงๆเลยแหละ กับเรื่อง อาหารเช้าของเรา
คุณครูวิชาสุขศึกษา สอนพวกเรามาเสมอครับ ว่าอาหารเช้า เป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน เป็นการเริ่มต้นวันที่ดี
เราจึงถือนำมาปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัด และ กลายเป็นอย่างนี้ !
หลายปีก่อน ระหว่างที่ผมพากรุ๊ปเที่ยว สแกนดิเนเวีย วันนั้นพักที่ Oslo โรงแรมชื่อ Radisson SAS Grand

หลังจากลูกทัวร์เสร็จจากพิธีกรรมสุดฮิต ก่อนอาหารเช้า คือการไปถ่ายรูปกับป้ายชื่อโรงแรม บางคนกอดป้ายโรงแรมราวกับว่าสนิทสนม และรักกันมาหลายปี ก็ถึงเวลาที่จะรวมพลไปทานอาหารเช้ากัน

โรงแรมห้าดาว อาหารเช้าก็เลยต้องห้าดาวตามไปด้วย ผมพาลูกค้าเข้าไปทานอาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ท์

ธรรมดาแล้ว โรงแรมมักจะจัดห้อง พิเศษไว้ให้ลูกค้าจากทวีปเอเซียทานกัน เพราะคนเอเซียทานอาหารแล้วคุยกันเสียงดัง...ถึงดังมาก ! กรุ๊ปทัวร์บางประเทศ เรานึกว่ามันทะเลาะกันแต่เช้า หึ หึ...

โรงแรมเลยเกรงว่า เสียงดังกล่าวจะไปรบกวนบรรยากาศการทานอาหารเช้าแบบเงียบๆของชาวยุโรป...เลยจัดไปซะ เอ้า ! อยากจะคุยเสียงดังอย่างไร ก็จะได้ไม่ไปรบกวนคนอื่นเขา

ข้อเสียของการแยกไปทานอาหารก็คือ อาหารมักจะมีน้อยกว่า ที่ห้องอาหารหลัก และการตกแต่งก็ไม่หรูหราฟู่ฟ่าเหมือนที่ห้องอาหารหลัก แต่ก็ได้ความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องไปยุ่งกะคนอื่น

วันนั้นโรงแรมมันให้เกียรติเราครับ มันให้คนไทยเกือบ 40 คน รับประทานอาหารเช้าในห้องอาหารหลัก สุดยอด !...ผมนึก

ที่ดีที่สุดคือ ผมฝันว่า ผมจะสามารถนั่งท่านแซนด์วิชแซลมอนรมควัน กับซาวครีม ดิลล์ และลูกไคเปอร์ได้อย่างเอร็ดอร่อย คลอด้วยเสียงเปียโน...

อาหารเช้าสุดยอดจริงๆ...มีทุกอย่างที่ใจปรารถนา มี egg station พร้อมเชฟสาวหน้าตาดี คอบบริการ"ไข่" ทุกชนิดที่ท่านอยากทาน ตั้งแต่ไข่ดาว ไข่กวน ไข่ม้วน ไข่ต้ม ไข่ลวก ไข่เจียว ออมเล๊ตต์ ไปจนถึง egg benedict เรียกว่า ยกเว้นแต่ไข่พะโล้นั่นแหละ ที่เธอทำไม่ได้

ขนมปังสารพัดชนิด แฮมหลากชนิด เบค่อน ไส้กรอก Cold Cut สารพัดแบบ ชีสก็เพียบ danish pastryเป็นถาดๆ โยเกิร์ต แพนเค้ก นำผึ้ง น้ำเชื่อมเมเปิ้ล คอร์นเฟลกซ์ น้ำผลไม้ก็คั้นสด ชา กาแฟอย่างดี แชมเปญดีๆก็มี !

และสิ่งที่อาหารเช้าแบบสแกนดิเนเวียน แตกต่างจากภูมิภาคอื่นของยุโรปนั่นคือ เซ็คชั่น "ปลา" ครับ ปลาแฮร์ริ่ง ปลารมค๊อดรมควัน ปลาแซลมอนรมควัน และที่อลังการน่ากินสุดๆคือไข่ปลาเม็ดสีส้ม กลมสวยเป็นประกายอยู่ในโบลว์ทำจากเงินแท้ แช่ไว้ในโบลว์น้ำแข็งบดอีกที เป็นโบลว์สองชั้น ! ช้อนเงินเล็กๆ วางเคียงไว้ เครื่องเคียงเพียบ...

แม่เจ้าโว้ย น่ากินชะมัด ผมนึก...อาฆาตไว้ก่อน ให้โยเกิร์ตกะฟรุตสลัดหมดก่อนเดี๋ยวเจอกันแน่ !

งานนี้ ผมก็เลยไม่ต้องงัดน้ำพริกเอย มาม่าเอย โจ๊กคัพเอย ออกมาให้โรงแรมมันเสีย"ลุ๊ค"

และด้วยสันดานของหัวหน้าทัวร์ เราก็จะไปนั่งห่างกรุ๊ปนิดนึง...แต่อยู่ในระยะสายตาเผื่อว่าใครอยากได้อะไร จะได้ช่วยบริการได้ทันท่วงที

แต่...เฮ้ย...เสียงมันดังไปนิดนึงนะผมว่า...ขนาดผมนั่งไกลขนาดนี้...
ลูกทัวร์ทานอาหารเช้าอย่างมีความสุข คุยกันหัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก มันก็ชื่นใจ แต่ สงสัยงานนี้มันคงดังไปนิดนึง...

ไม่นิดแฮะ...หนักขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้าของโรงแรมคนอื่นเริ่มมองหน้าผมมั่ง มองหน้าบริกรมั่ง ซึ่งบริกรเองก็ทำหน้าปวดท้อง ระคนงงงวย ว่าไอ้คนพวกนี้มันหัวเราะอะไรกันหว่า...

ไอ้จะย่องไปเตือนลูกทัวร์ก็กระไรอยู่...เอาวะ ทำไม่รู้ไม่ชี้ จิบกาแฟ ไปเรื่อย
เอาล่ะ ... ไปกินไอ้ไข่ปลาดีกว่า....

เฮ้ย !
หมด...หมดเกลี้ยง มีลูกค้าฝรั่งสองสามคนยืนซุบซิบอยู่หน้าโบลว์ที่ว่างเปล่า ที่เมื่อตะกี๊นี้ยังส่องแสงอร่ามเรืองรองของไข่ปลา...

มีหล่นเลอะเทอะอยู่สิบกว่าเม็ดเห็นจะได้...
ว้า...เสียดาย ผมนึก

ลูกทัวร์ทะยอยไปเข้าห้องน้ำ อาหารเช้าจบไปด้วยความโล่งใจของผม มีเวลาอีกเกือบชั่วโมง กว่ารถจะออก เบิ้ลกาแฟก็ได้วะ..

กลับมากินกาแฟต่อ สักครู่หนึ่ง ขณะกำลังเพลิดเพลินกับกาแฟหอมกรุ่น...บริกรมาเดินทากระซิบกับผม ว่าผู้จัดการห้องอาหารขอคุยด้วยนิดนึง

อะไรวะเนี่ย... คนกำลังกินกาแฟเพลินๆ

ผมเดินไปหาผู้จัดการ สงสัยมันจะต่อว่าผมเรื่องลูกทัวร์คนไทยเราทำเสียงดังแน่ๆเลย

ผมเดินเข้าไป มันโอบไหล่ผม... ฮัลโล่...มายเฟรนด์
โอบซะแน่นเชียว เมิงจะมาไม้ไหนกะกรูวะ...เฮ่ย ผู้ชายนะเฟ้ย !

มันพาผมเดินไปที่โต๊ะ ที่ลูกค้าผมนั่งทานอาหาร ที่นั่น..มีผู้ชายใส่สูทเหมือนมันยืนอยู่ เอามือสองข้างกุมศรีษะ และทำหน้าปวดร้าวสุดๆ ราวกับโดนเมียทิ้ง มารู้ทีหลังว่าเป็น GM ของโรงแรม

มันชี้ให้ดู สิ่งที่เหลือบนโต๊ะ ผมแทบลมจับ !

ตาย 5...ก็อาหารดีๆ สวยๆ งามๆ บนโต๊ะบุฟเฟ่ท์ ราวๆครึ่งนึง มันมากองรวมอยู่ตามจานต่างๆบนโต๊ะของลูกทัวร์ผม !

นอร์วีเจียนแซลมอน รวมแล้วเป็นกิโล...ปลาค้อดรมควัน ...ชีสอีกเพียบ... แพนเค้ก...ชีสออมเล็ตต์ ตักกินไปคำเดียว เบค่อน ไส้กรอก แฮมดิบ เพสตรี้ และอีกสารพัดอย่าง มากองอยู่เป็นภูเขา !

และไอ้ไข่ปลาแสนสวยของผมแทบทั้งหมด มารวมกันอยู่ที่นี่ !

ผมพูดอะไรไม่ออก
พูดไม่ออกจริงๆ นอกจากขอโทษ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า...

ใจนึกไป อ๋อ...โต๊ะอาม่า อาม่า คงอายุจะเลข 8 แล้ว มากับลูกหลานหลายคน และไอ้ลูกหลานหลายคนนี่แหละ ทั้งอาอี๊ อาอึ้ม อาเฮีย อาซ้อ อาตี๋ อาหมวย คงจะตักอาหารเอามาให้อาม่า

เห็นอะไรน่ากินก็ตักมาเผื่ออาม่า อาม่าแก่แล้ว จะได้ไม่ต้องเดิน
อาอี๊ ก็ตักให้อาม่า
อาอึ้ม ก็ตักให้อาม่า
อาเฮีย เป็นลูกชาย ก็ตักให้อาม่า
อาซ้อ ก็ตัก
อาตี๋ อาหมวย ทุกคนตักให้อาม่าหมด !

เวงกำ !
เป็นอาหารเช้าสุดโหดโคตรโรแมนติคที่ผมจำไว้จนตาย

และขณะที่ไอ้ผู้จัดการกำลังต่อว่าต่อขานผม และผมกำลังขอโทษขอโพย ผู้จัดการโรงแรมอยู่นั้น...

อาซ้อก็เดินกลับเข้ามาในห้องอาหารด้วยหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มือถือขวดพลาสติคเปล่า ที่ใส่น้ำดื่มข้างละมือ อีกขวดหนีบไว้ที่จั๊กกะแร้

ไม่นะ...ผมนึก
ไม่นะ
ไม่นะ !

โอ...ฆ่าฉัน
ฆ่าฉันให้ตายดีกว่า...

เธอ เอาขวดพลาสติคเปล่า ไปไขก๊อกน้ำส้มคั้นสดๆเย็นเจี๊ยบ จนเต็มทั้งสามขวด ปล่อยให้ผม ไอ้ผู้จัดการห้องอาหาร และไอ้ GM ยืนมองทำตาปริบๆ...

เธอหันมายิ้มกับผม..."เอาไว้เผื่ออาม่ากินบนรถค่ะ ยังมีขวดเหลือ เอาด้วยไหมคะ ?"

ผมยิ้มแบบแห้งแล้งที่สุด แล้วปฏิเสธเธอไปอย่างสุภาพ และ อยากออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด...
๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑
นี่คือชีวิตจริงของคนทำงานภาคสนามครับ
นี่คือสิ่งที่ เราต้องเจอเป็นประจำ
และนี่คือสิ่งที่เรา ไม่มีที่ไหนให้ระบาย นอกจากเพื่อนฝูงในวงการ

และที่นี่... Blue Planet

เพื่อนๆว่า ผม "มีสิทธิ์" บ่น บ้างไหมครับ ?

-----------------------------------------------------

Chapter 3 : ความในใจของหัวหน้าทัวร์ยุโรป ภาคพิสดาร : โดนด่าแหงๆตู 'ทู้นี้ : ทัวร์ดูงาน

กระทู้นี้เขียนไปบนความเสี่ยง… เสี่ยงว่าจะไปกระทบกระเทือนเพื่อนสมาชิกด้วยกัน ที่บางท่านอาจเป็น ข้าราชการ ที่อยู่ในเหตุการณ์ประมาณอย่างที่ผมเจอ และนำมาเล่าสู่กันฟัง

ก็กราบขออภัยมาด้วยใจจริง ณ ที่นี้ เพราะนี่คือสิ่งที่พวกเรา หัวหน้าทัวร์ ต้องเผชิญสถานการณ์แบบนี้มาแล้วจริงๆ

10กว่า ปีมานี้ ผมปฏิเสธ ไม่รับออกทัวร์ดูงานครับ โดยเฉพาะจากภาครัฐ ใครจะว่าหยิ่ง ก็เชิญ ไกด์คนไหนอยากได้ ก็เชิญเลย ผมไม่เอาคนนึงล่ะ

จริงๆแล้ว ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะ “หยิ่ง” ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะการได้ออกทัวร์เป็นแหล่งรายได้หลัก ของหัวหน้าทัวร์อย่างผม ขืนต้องแกร่วอยู่เมืองไทยนานๆ มีหวังอดตาย 5 5 5 5 แต่ผมก็ “แก่พรรษา” พอที่จะปฏิเสธ งานแบบนี้ได้ โดยไม่โดนเจ้านาย ตำหนิ

ผมไม่ได้หยิ่งหรอกครับ
จริงๆแล้วผม “กลัว” มากกว่า…
ผม “แค้นใจ” อีกด้วย

ก็จะไม่ กลัว ไม่แค้น ไม่อายได้ไงครับ โดยเฉพาะการพาทัวร์ข้าราชการ ไปดูงาน
เพราะไอ้คำว่า “ดูงาน” ของราชการไทยน่ะ (ส่วนใหญ่) จะมีสาระอยู่ประมาณ 5-10 % ของเวลาทั้งหมดที่ใช้ไปในการเดินทาง !
เอา คำว่า “ดูงาน” แปะหน้าผากไว้หน่อยนึง จริงๆแล้วใช้งบไปเที่ยว … เว้ากันซื่อๆอย่างนี้แหละ ด้วยเงินภาษีของผมด้วย ! แค้นไหมล่ะ ?

และธรรมชาติของไอ้ทัวร์แบบนี้ มันก็ต้องมี “ท่าน”
“ท่าน” ผู้มีตำแหน่งสูงสุดของคณะเดินทาง

และหากเพื่อนสมาชิกสงสัยว่า “ท่าน” คือใคร…
“ท่าน”ก็คือ คนที่เดินเอามือไข้วหลังเดินไปไหน แล้วมีลิ่วล้อใส่สูทสีน้ำเงินเอามือ “กุมไข่” เดินตามหลังเป็นพรวน จนฝรั่งต้องเหลียวมองด้วยความสงสัยระคนสมเพชน่ะ นี่แหละ “ท่าน”
เห็นไกลๆก็ยังรู้ว่าเป็น วีไอพี ฟรอม ไทยแลนด์…เพราะฝรั่ง หรือคนชาติอื่นเขาไม่ทำอะไร “เว่อร์” ขนาดนี้ !

หาก“ท่าน” ที่ว่านี้ เป็นคนดี มีเมตตา มีคุณธรรม เราก็โชคดีไปเพียงระดับหนึ่ง
แต่ถ้า “ท่าน” ที่ว่านี้ เป็นคนหลงลาภ ยศ สรรเสิญ ก็จะเบ่งไปจนคับเครื่องบินเลยแหละ
เคบินเฟิรสท์ คลาส เครื่องการบินไทยใหม่ๆป้ายแดง ยังแทบ “ปริ”

ที่ว่าหาก “ท่าน” ที่ว่านี้ เป็นคนดี มีเมตตา มีคุณธรรม เราก็โชคดีไปเพียงระดับหนึ่ง นั้นน่ะ
เพราะส่วนใหญ่แล้ว “ท่าน” มักจะเป็นคนสบายๆ ไม่เรื่องมาก
แต่คนที่เรื่องมากสุดๆ จะเปลี่ยนตรงนั้น จะเอาอย่างนี้ คือคนรอบๆตัว “ท่าน” นั่นแหละ ที่เลียแข้ง “ท่าน” ซะมันแผล๊บ ! แมงวัน แมงหวี่เกาะก็ลื่นล้มหัวแตก เสียฟอร์ม และเมื่อคนรอบตัวท่านนี่อยากได้อะไร มันต้องได้เดี๋ยวนั้น แก้กันเดี๋ยวนี้ โดยไม่สนใจขั้นตอนการทำงานอย่างมีระบบของการ
บริหารจัดการการเดินทางของทัวร์เลยแม้แต่นิดเดียว

นี่แหละ “โชว์พาว” ตัวจริง
ท่านรองฯ นึกว่า โรงแรมนี้ไม่หรู “สมเกียรติ” นาย … ก็จะเปลี่ยน…เปลียนเดี๋ยวนี้ !
ท่านผอ. เห็นว่าร้านนี้ ที่จองไว้สองเดือน มันเล็กไปหน่อย นั่งไม่สบาย เปิดเหล้า เปิดไวน์ แล้วคิดค่าเปิด ก็จะไม่กิน ไปหาร้านอื่นง่ายๆซะงั้น
บางทีก็ …เฮ้ย ไกด์ ไปคุยกะโรงแรมมันหน่อยซิ ขออัพเกรดเป็นห้องสูทให้ “ท่าน” หน่อย จะให้ท่านต้องมาพักห้องดีลักซ์แบบเรา มันน่าเกลียด ผมก็พกความอายไปคุยกะรีเซ็พชั่น แล้วกลับมารายงาน บลา บลา…

หา…อะไรนะ…ไม่จ่ายเพิ่มนะ บอกมันซิว่า “ท่าน” เป็น VIP จากเมืองไทย
ผมจำต้องเดินกลับไปเจรจาอีกรอบ ด้วยความอายระคนสงสัย ว่า แล้วทำไม VIP จากเมืองไทย จ่ายมาแค่แบบดีลักซ์ แต่ดันอยากนอนห้องสูท โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม ? ? ?

และความซวยของคนเรา บางทีมันไม่มีขีดจำกัด … เพราะผมต้องโดนแบบนี้ ทุกวัน !
หน้าแหกทุกวัน …ทุกวันที่ต้องเช็คอินที่โรงแรม !
มันเหมือนกับว่า การเปลี่ยนแปลงต่างๆ (หลังจากเปลี่ยนมาแล้วนับสิบรอบจากเมืองไทย) อะไร ณ บัดนาว เป็นเรื่องง่ายๆ

แน่ละซี๊…ไม่มีอะไรง่ายมากกว่า “สั่ง” อีกแล้ว ในโลกนี้

ทัวร์แบบนี้เป็นอะไรที่ น่าปวดหัวสุดๆ แม้กับหัวหน้าทัวร์เก่าๆอย่างผม
ก็คงเป็นเพราะว่า ผมเป็นอย่างผมนี่แหละ
ที่ไม่ก้มหัวให้กับ การเอาเงินภาษีของพี่น้องไทยไปใช้กินเที่ยวกันแบบอีลุ่ยฉุยแฉก ที่ดื่มไวน์ขวดแพงๆ ร้านอาหารมิชลินสามดาว ปารีสก็ ตูร์ ดาร์ชอง ลอนดอนก็ต้องโฟร์ซีซั่น ที่ควีนส์เวย์…(จริงๆร้านนี้ไม่แพงนะครับ)

หลายปีก่อนผมเจออะไรแบบนี้ แล้วมันท้อใจสุดๆ และเข็ดจนตาย สาบานไว้ว่า ถ้าตูต้องออกทัวร์ให้ราชการไทยอีก ขอให้ตูเป็นลูกหมาห้าร้อยชาติ

สมัยก่อนเวลามันทำงานอึดอัดมากๆนี่นับวันรอเลยนะครับ
ฮือ..ฮือ…ไม่เอาแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านเสียทีหนอ…
ตาย5 อีกตั้ง 9 วัน…ฮือ…ฮือ…ไม่เป็นแล้ว หัวหน้าทง หัวหน้าทัวร์
เมื่อไหร่จะหมดเวร หมดกรรมกะทัวร์นี้ซะทีหนอ

บางครั้งผมถึงกับโทรฯทางไกลกลับออฟฟิศ …นายครับ ไอ้สิ่งที่พวกเราจัดการมาสองสามเดือนนี่ ตอนนี้ “ท่านๆ”เปลี่ยนไปหมดเลยครับ ไม่เหลืออะไรตามโปรแกรมเดิมซักอย่าง
เหลือที่ยังไม่ได้เปลี่ยนอย่างเดียวคือหัวหน้าทัวร์…
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมว่าอีกสองวัน นายจัดหัวหน้าทัวร์อีกคนมารอที่แฟรงค์เฟิร์ทเลยดีกว่า ผมว่าผมไม่ไหวแล้ว…

เจ้านายผมก็ให้กำลังใจ…เฮ่ย..ย ทนอีกหน่อยวะ อีกเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว

เวรกรรม..ไอ้ “เดี๋ยว” ของเจ้านายผมนี่ตั้งอาทิตย์กว่าเลยนะครับ

ทำทัวร์สนุกๆกับลูกทัวร์ดีๆ น่ารักๆ 14 วันนี่ แป๊ปเดียวครับ ยังไม่หายมันส์เลย
แต่กับพวก “ท่านๆ” เหล่านี้ …อีก 9 วัน มันเหมือนตกนรกดีๆนี่เอง !

แล้วเวลา “ท่านๆ” ยกโขยงไปดูงาน มีวิทยากรเข้ามาบรรยาย
สถาบัน หรือองค์กรนั้น เขาให้เกียรติ เรามากนะครับ ทุกที่เลย
วิทยากรของเขา ก็ตั้งใจให้ความรู้จริงๆ อธิบายโน่น พาชม นี่ด้วยความจริงใจ และเป็นมืออาชีพ
ส่วนพวก “ท่านๆ” ก็… หึ หึ…ฟังรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง
แต่ “ท่านๆ” ก็เดินเอามือไข้วหลัง ทำหน้าสนใจ พยักหน้าช้าๆ…คงให้ดูดี
นอกจากนั้น “ท่านๆ” ยังทำท่า “ทึ่ง” และทำท่า “เข้าใจ” ได้ละม้าย และสมจริง สมจังมาก…ก..ก

เวลาวิทยากรเขาถามว่า คณะของเรา มีข้อสงสัยอะไรบ้างไหม
เขากวาดสายตาไปรอบๆห้อง ด้วยหวังว่าคณะของเราคนใดคนหนึ่งจะถามอะไรที่เป็นประโยชน์กับการได้มาดูงานครั้งนี้…
ไม่มี !...ไม่เคยมี !
ฉลาดโดยกำเนิด…เข้าใจหมดทุกอย่าง…! อายเขาไหมล่ะ ?
ก็จะไปมีข้อสงสัยได้ยังไง ยังฟังไม่รู้เรื่องเลย นั่งคุยกันซะงั้น ดีหน่อยก็แอบงีบ ผมล่ะอายเขาสุดๆ เป็น most embarrassing moment ของทัวร์เลยก็ว่าได้

บรรยายเสร็จแล้วก็เอาโถเบญจรงค์ ซื้อมาจากสวนจตุจักร อันละไม่กี่ร้อยไป มอบให้วิทยากร เป็นของที่ระลึก พวกเราก็กรูกันไปถ่ายรูป จับไม้จับมือ ยิ้มแย้มแจ่มใส เอาไอ้รูปนี้แหละ ไปอ้างที่เมืองไทย ว่าพวกตูได้มาดูงานจริงๆนะเฟ้ย แน่ะ…ถ่ายรูปกะฝรั่งด้วย
ตอนนี้ทุกคนแฮปปี้ ยิ้มแย้มแจ่มใส หายง่วงนอน
หึ หึ…แน่ละ จะไปเที่ยวต่อซะที…ฮ่วย

นี่เรื่องจริงแท้ๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตการทำงานของผม
ใครที่เคยไปแล้วก็จะทราบ ว่าผมพูดจริง ! มันเป็นอย่างนี้จริงๆ
และนี่คือเหตุผลที่ผมสาปส่ง การพาคณะข้าราชการไทย ไปดูงานในยุโรป

คิดถึงชะโงกทัวร์โคตรเหนื่อย 9 วัน 4 ประเทศ ขึ้นมาแบบจับจิต จับใจ
จะหูตูบขนาดไหน ให้ออกทัวร์ให้อาม่า คุณย่า คุณยายของผม ยังสนุกกว่าเยอะ 5 5 5 5

ขอบคุณครับ

ปอลอ : เย้ ! ผมต้องไปชะโงกที่ยุโรปอีกแล้วครับ 10-18 ก.พ. นี้ อียิปต์-อิตาลี-สวีส-ฝรั่งเศส แล้วจะเอาเรื่องหนุกๆมาเล่าให้ฟังอีกครับ

-----------------------------------------------------

Chapter 4 : ความในใจของหัวหน้าทัวร์ยุโรป ภาคพิเศษ : 'ทู้นี้ไม่ตลก (จริงๆนะ)

ผมเพิ่งกลับมาจากยุโรปเมื่อวานครับ
เหนื่อยสุดๆ...

เหนื่อยสุดๆ เพราะเครียดสุดๆ ไว้จะเล่าให้ฟังทีหลังนะครับ

ที่ว่าทู้นี้ไม่ตลก เพราะ กลับมาแล้วก็เพิ่งมาพบว่า มีเพื่อนสมาชิกที่เป็นเพื่อนร่วมวงการทัวร์ เข้ามาท้วงติง และกังวลต่อทัศนคติของผมต่อการทำงาน และการแสดงออกถึงความคิดเห็นในห้องนี้ (ลองหาดู)

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11612548/E11612548.html

ว่าผม...รักจริงหวังแต่ง
....กำลังเผาบ้านตัวเอง
(จากกระทู้ ความในใจของหัวหน้าทัวร์ยุโรป : เมื่อไหร่ชะโงกทัวร์มันจะหมดไปซะทีวะ)

ก็ขอใช้โอกาสนี้เรียนไปยังทุกๆท่าน ที่ได้กรุณาเข้ามาอ่านกระทู้ที่ผ่านมาของผม

ว่า ไม่มีใครอยากเผาบ้านตัวเองหรอกครับ
ไม่มีจริงๆ !

มันก็แค่หัวหน้าทัวร์คนนึง ที่เคยทำทัวร์ดีๆ มีคุณภาพ มีสัดส่วนของระยะทาง ต่อเวลาเที่ยว อย่างสมเหตุ สมผล ลูกทัวร์มีความสุข ไม่เหนื่อย เป็นทัวร์ที่ดี

เมื่อมันมาเจอกับทัวร์ยุคจรวดแบบนี้..หึ หึ
มันก็อาจจะเกิดการ " ทำใจลำบาก "
สงสารทั้งตัวเอง สงสารทั้งลูกค้า
และเป็นห่วง วงการท่องเที่ยวของเรา โดยเฉพาะ เอาท์บาวนด์

ที่เอาแต่แข่งกันทำทัวร์ราคาถูกเข้าไว้
แล้วถูก กะ ดี น่ะมันสวนทางกันอยู่เห็นๆ !

และรู้สึกไม่มาก ไม่น้อยไปกว่า ที่ว่า "เมื่อไหร่ไอ้ชะโงกทัวร์มันจะหมดไปซะทีวะ" จริงๆ

ลองถามตัวเองดู ในฐานะ"คน" คนหนึ่ง
ที่เสียเงินซื้อทัวร์ไปเที่ยวยุโรป หลายหมื่น ...เยอะนะครับ สำหรับผมน่ะ
หากท่านต้องนั่งรถทัวร์ออกจากโรม ตอน 8 โมงเช้า นั่งรถไป 5 ชั่วโมง เพื่อไปปิซ่า
แล้วท่านคิดว่า ท่านควรจะได้ ชื่นชมกับหอเอนปิซ่า นานสักเท่าไหร่ ?
.
.
.
หลังจากนั่งรถทัวร์ไป 5 ชั่วโมง กับระยะทาง 371 ก.ม
ผมว่า ใครก็ตาม น่าจะได้ หกคะเมน ตีลังกา ทำบ้า ทำบอ ช้อปปิ้ง หรืออะไร ที่หอเอนปิซ่า ซัก.... ชั่วโมงครึ่ง เป็นอย่างน้อย

ว่าดีไหมครับ ?

ดี...แต่ไม่ได้หรอก !

อย่างเก่งก็ 1 ชั่วโมง
อย่างเก่ง อย่างดีนะ
เพราะอะไร ?

เพราะหลังจากการแวะกินข้าวเที่ยงที่ปิซ่า และ ถ่ายรูปกับหอเอนแหงเมืองปิซ่าแล้ว ท่านยังต้องนั่งรถอีกเกือบ 5 ชั่วโมง เพื่อไป เวนิซ (เมสเตร่)

นั่นหมายถึงระยะทางอีก 325 ก.ม

สรุป เฉพาะวันนี้ เดินทาง เกือบ 700 ก.ม แล้วได้แวะหอเอนปิซ่าแค่ 1 ชั่วโมง !
รวมแวะเข้าห้องน้ำ ให้คนรถพัก รวมซื้อบัตรเข้าเมืองที่ check point แล้ว เช็คอินที่โรงแรมเกือบสองทุ่ม !

บ้าไหมครับ ?

คนดีๆ ช่วยตอบผมหน่อย
ก่อนจะตอบกรุณาถอดหมวกทุกใบที่มี หมวกแห่งความเป็นหัวหน้าทัวร์ หมวกของคนขายทัวร์ หมวกแห่งความเป็นเจ้าของบริษัททัวร์ แล้วเอาหมวกแห่งความเป็น"มนุษย์" มาสวม แล้วตอบผมที

ว่าทำทัวร์แบบนี้ บ้า หรือ ดี ?

แล้ววันรุ่งขึ้นตลอดบ่ายต้องนั่งรถจากเวนิซไปลูเซิร์น อีก 498 ก.ม รวมแวะแล้วเกือบ 7 ชั่วโมงน่ะ

บ้า หรือ ดี ?

แล้วอีกวันนึง นั่งรถจากลูเซิร์นไปดีจองอีก 351 ก.ม. อีก 4 ชั่วโมงครึ่งน่ะ

บ้า หรือ ดี ?

เอ้า ! ไหนๆ ก็ไหนๆ รุ่งขึ้น จากดิจองไปปารีสอีก 312 ก.ม !

สรุป จากโรม ถึงปารีส 1857 ก.ม กับเวลา 4 วัน
เฉลี่ยวันละ 464 ก.ม ! รวม stop แล้วหมายถึงเวลาถึง 6-7 ชั่วโมงต่อวัน !

ไม่บ้าก็เมาละวะ...
เอาตูดวางบนเบาะรถทัวร์ เ ฉ ลี่ ย วันละ 6-7 ชั่วโมง ต่อวัน...สนุกตายล่ะ

แล้ววันนึงมี 24 ชั่วโมง
เอ้า ให้ท่านนอน ที่โรงแรม วันละ 8 ชั่วโมง
กินอาหารเช้า เช็คอิน เช็คเอาท์ อีกรวม 4 ชั่วโมงแระกัน
อาหารกลางวัน + อาหารค่ำ อีก 2 ชั่วโมงพอ
คนขับรถทำงานได้วันละ 9 ชั่วโมง ตามกฏหมายยุโรป
มันแปลว่าท่านได้อยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยว จ ริ ง ๆ กี่ชั่วโมง ?

ไม่กล้าคำณวนต่อ กลัวเป็นลม !

ตอนขายทัวร์กล้าบอกลูกค้า ขนาดนี้ไหมล่ะ นี่คณิตศาสตร์ล้วนๆ

ด้วยรักอาชีพนี้ ด้วยห่วงวงการนี้ ด้วยสงสารตัวเอง ด้วยสงสารลูกค้าแท้ๆ จึงออกมาทำกระทู้อะไรอย่างนี้ครับ
จะบอกอะไรโหดๆ ก็อยากบอกแบบ "อารมณ์ดี" ครับ
ให้มันขำ ให้มันมีอารมณ์ขัน

เพื่อนร่วมวงการที่รักครับ ยังไง ยังไง ทัวร์แบบนี้ก็ยังจะขายได้ไปอีกนานแสนนานครับ เชื่อผมเถอะ ไม่ต้องกังวล
ยังมีคนพร้อมจะ เดินทางแบบนี้ ไปอีกหลายสิบปี
ผมก็บ่นไปงั้นแหละ ยังไงผมก็ยังต้องทำมาหากิน เลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย
ให้บินอีกกี่ครั้ง ก็ต้องบิน

ทัวร์อมตะสุดคลาสสิคนี้ ยังไปได้อีกไกล
เพราะยังมีคนอีกมากเหลือเกิน ที่คิดว่าของถูกและดี มีจริงๆ ไม่ใช่มีแต่ในนิทาน

ลูกทัวร์ที่รักครับ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนักหรอกนะครับ อย่าไปกลัว
เพียงเป็นทัวร์ราคาประหยัด ใช้เวลาไม่มาก เมื่อเราอยากไปหลายประเทศ มันก็ต้อง"กระชับ" แบบนี้
หึ หึ...ผมดีใจจังที่คิดคำว่า "กระชับ" ได้

มันก็ได้ไปเห็นอะไรพอสมควร
สมควรแก่ราคา สมควรแก่คุณภาพ
เป็นไปตามกลไกตลาด มีdemand ก็มีsupply
และ demand แบบนี้ทำท่าจะมีไปอีกนานไม่มีวันหมด
supply แบบนี้ก็จะมีต่อไป ไม่มีวันหมด

ผมเพียงอยากเรียนว่า ผมมิได้มีเจตนาจะเผาบ้านตัวเอง หรืออย่างไรเลย
ผมมีชีวิตอยู่ในบ้านนี้ วงการนี้ มาตั้งแต่ปี '84
ผมรักวงการนี้ ผมรักบ้านของผมเหมือนกัน
บ้านนี้เป็นที่ทำกินของผมมากว่า 20 ปี
ผมอาจจะ เผาหญ้า ที่มันทำให้บ้านไม่สวยงาม อย่างที่เคยเป็น
และออกมา"บ่น"
ก็บ่น ขำๆนา...อย่าซีเรียส

จะทำบ้านนี้ให้ดี ให้สวย ให้งาม ต้องใช้เจตนาดีของพวกเราทุกคน
ทั้งพวกเรากันเองในวงการ ทั้งตัวลูกค้า

ผมก็ไม่รู้ว่าใคร ต้องเริ่มทำก่อน เรา-วงการลงมือทำก่อน ด้วยการ "ลด" การเดินทางระห่ำ ขนาดนี้ และให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ลูกค้า

หรือต้องเริ่มที่ลูกค้าก่อน ให้มีความเข้าใจ และยอมรับความจริง ว่าวันนึงมี 24 ชั่วโมง และไม่มีใครไปต่อรองเรื่องนี้จากพระเจ้าได้

ทุกท่านวางใจเถอะครับ ผมแค่เผาหญ้า ตัดหญ้า ผมจะดูแลมันไม่ให้ไฟมันไปเลียบ้านเลยแม้แต่นิดเดียวครับ

ผมเตรียมน้ำไว้แล้วหลายกะแป๋งครับ

ด้วยความเคารพครับ

-----------------------------------------------------

Chapter 5 : จับปู (แก่ๆ) ใส่กระด้ง ที่ปิซ่า...

เนื่องจากผมจะไม่อยู่หลายวัน
เลยฝากเรื่องกุ๊กกิ๊ก ไว้อ่านแล่นแก่เซ็ง
เดี๋ยวจะหาว่าผิดสัญญา ว่าจะปล่อยกระทู้ออกอากาศสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ก็เป็นเสี้ยวเล็กๆของชะโงกทัวร์ วันที่ต้องเดินทางจากโรม ไปปิซ่า

วันแรก ท่านเดินทางจากโรม ไปปิซ่า ช่วงแรกเอาก้นวางบนเบาะไป 3 ชั่วโมง
แวะฉี่ 20 นาที ลงไปยืดเส้นยืดสาย กินกาแฟ ถ่ายรูปกะปั๊มน้ำมันก็ยังดีวะ...
โอว...อากาศเย็นเหมือนอยู่เมืองนอกเลย...ป้าคนนึงบอก

หลังจากนั้นก็เดินทางต่ออีก 2 ชั่วโมง ถึงปิซ่า บ่ายโมง
ท่านมีเวลากินข้าวเที่ยงร้านจีน 50 นาที นั่งชัทเทิ้ลบัสไปอีก และมีเวลาที่หอเอนปิซ่า ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
ท่านจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงนี้อย่างไรให้คุ้มค่า ?

หนึ่ง…ถือเป็นคำขอร้องของผมนะ
ฟังคำอธิบายของหัวหน้าทัวร์ด้วยความตั้งใจ…ยากไปไหม…ไม่น่าเกิน 5 นาที
เขาจ้างหัวหน้าทัวร์มาเพื่อให้ประสบการณ์ในการเดินทางของท่านคุ้มค่าที่สุด หัวหน้าทัวร์มันต้องอ่านหนังสือมากี่ร้อยครั้ง กว่ามันจจำอะไรต่อมิอะไรได้ขนาดนี้
มันเป็นสิ่งที่ท่านพึงมี พึงได้ อย่าละโอกาสนั้นไปซะ
หอเอนปิซ่า มันสร้างเสร็จ ตั้งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ปี 1350 มันไม่วิ่งเตลิดหนีเราไปวันนี้หรอก ยังถ่ายรูปทัน เชื่อผม

สอง…หลังจากฟังประวัติสั้นๆแล้ว จำเวลานัดหมายแล้ว ก่อนจะไปถ่ายรูปซึ่งเป็นกิจกรรมศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผมขอให้ท่าน ยืนนิ่งๆ
มองดูหอเอนปิซ่า เงียบๆสัก 1 นาที
แล้วแกล้งทำเป็นพวกนักท่องเที่ยวมีเวลาเหลือเฟือ...
ดูมันไป...ปล่อยให้โลกมันหมุนรอบตัวท่าน ช้าๆ... สบายๆ…นาทีเดียว
เท่านี้แหละที่ผมขอ !

หลังจากนั้น ท่านจะออกตัวแบบล้อฟรี แจ้นไปถ่ายรูปอย่างไร จะกระโดดแยกขา จะเอามือท้าวหอเอน จะทำแขนเป็นรูปหัวใจ จะ
โพสท์ท่าอาโนเนะอย่างไร เชิญตามสะดวก
เวลาเหลือหน่อยนึง ซื้อของที่ระลึก เป็นหอเอนอันเล็กๆ ทำจากเมืองจีน ก็ตามสบาย
กลับไปที่จุดนัดพบตามเวลาได้ถือว่าสุดยอด !
หลังจากช่วยถ่ายรูปให้ลูกทัวร์ สักพักหนึ่ง แล้วผมก็แว่บไปกินกาแฟ ที่ McCafe

เดี๋ยวคงมากันครบ... เพราะขู่ไว้แล้ว ว่าให้มาตรงเวลา

แต่เอาเข้าจริงๆมันไม่ง่ายยังงั้น…
กว่าจะครบได้ก็แสนยากเย็น คนนู้นยังอยู่ตรงนั้น คนนั้นยังอยู่ร้านตรงนี้

เฮ้อ…พอได้คนครบ ระหว่างที่เรารวมกลุ่มกัน รอรถชัทเทิ้ลบัส จะกลับไปขึ้นรถคันใหญ่ที่รออยู่ที่ลานจอดรถ
ด้วยอาศัยช่วงชุลมุน มักจะมีพวก “แตกแถว”…อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่าคนอื่นๆ…หึ หึ
“แว่บ” ไปต่อราคาร้านโน้น ร้านนี้ ห่างไปราว 100 เมตร
คราวนี้เป็น คุณน้า 3 คน อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน…พวก 60’s

ด้วยความเกรงใจระดับหนึ่ง
นานๆที เธอก็จะคอยตะโกนถามผมว่า อีก “โ ร้ ด ม า รึ ย า ง…ง..ง”

บ่ะ…มาแล้วก็ต้องเห็นสิ “ก า ล า ง จ า ม า แ ล้ ว…ว..ว” ผมจะโกนบอก

เธอก็ตะโกนมาอีก "แ ป๊ ป เ ดี ย ว . . . ก า ล า ง จ่ า ย ตั ง ค์ แ ล้ ว...ว"
อือ...ก็ดี

ซักพัก เธอก็ตะโกนถามกลับมาอีก “ม า ก า น ค ร บ ห รื อ ย า ง…ง..ง”
มันแปลว่า “พวกชั้นขอจองตำแหน่งที่โหล่ของการไปรวมกลุ่ม”

ผมก็ตะโกนกลับไป “ย า ง ม่ า ย โ ค ร๊ บ...บ..บ”
ก็ในเมื่อคุณน้าทั้งสามท่านยังต่อราคาอยู่ตรงนั้น จะให้เรียกว่า “ครบ”ไหมล่ะ ?

เธอซื้อเวลาให้เพื่อนๆ “ แ ล้ ว ย า ง ข า ด ค ร า ย…ย..ย”

ผมกำลังจะป้องปากตะโกนตอบ อาเจ็ก ที่ยืนอยู่ข้างๆผม คงรำคาญมั๊ง
ชูกำปั้น และแย่งผมตะโกนกลับไป “ ข า ก แ ต่ พ ว ก เ มิ ง น่ า ง แ ห ล ะ…”

ผมหันมา ทำหน้างงสุดขีด… “เอางี้เลยเหรอ…”
“พวกมังเป็งหยั่งงี้ทุ๊กที… รำคางชิกหาย” แกบอก

นั่นแหละ ถึงจะได้ไปต่อซะที หึ หึ…

อาทิตย์หน้ากลับมาเจอกันใหม่ครับ ! -----------------------------------------------------

Chapter 6 : อาหารเช้าของโรงแรมที่เจ๋งที่สุดในชีวิตการทำทัวร์ของผม

ข้อดีเล็กๆอย่างนึงของการเป็นหัวหน้าทัวร์ ที่ต้องไปนู่น มานี่ทั้งชีวิต
คือการได้กินครับ
ได้กินอาหารพื้นเมืองจากทั่วทุกทวีปของโลก
ได้ลองชิมอะไรแปลกๆ อร่อยบ้าง ไม่อร่อยบ้าง คายทิ้งแทบไม่ทันบ้าง...
ลองมาหมดแล้ว !
ที่โชคดีก็คือ ผมมันเป็นคนชอบลองครับ
ผมเลยลองแม่มหมดทุกอย่าง 5 5 5 5
ตั้งกะปลาแฮริ่งหมักเกลือในอัมสเตอร์ดัม ยัน มิโสะอะไรเหม็นๆ กินกะข้าวต้ม ในโอซาก้า...
ตั้งกะรังผึ้งในออสเตรเลีย ยัน มูสลี่ในสวิตเซอร์แลนด์...(รสชาติอุบาทย์มาก555)
ตั้งกะไข่เบเนดิคต์ราดซ๊อสฮอลแลนด์แดสวางบนโทสต์ในเรือสำราญ จนถึง ผัดหมี่ฮกเกี้ยนที่โรงแรมในภูเก็ต

แต่ประสบการณ์อาหารเช้า ที่ผมยังถือว่า เป็น สุดยอด ของสุดยอด อาหารเช้า...
กลับอยู่ในทวีป แอฟริกาครับ
ที่โรงแรม InterContinental ใน Sandton City เมือง Johanesberg
เที่ยวนั้นพอคณะ "อาจารย์หมอ" ไปประชุม
เรื่องโรคภัยไข้เจ็บอะไรผมจำไม่ได้
มีอาจารย์หมอใหญ่ๆ จากเมืองไทยไปกันเพียบ
และต้องอยู่โรงแรมนี้ 6 คืน

แปลว่า ต้องกินอาหารเช้าที่โรงแรมนี้ 6 มื้อ !
เบื่อตาย5...ผมนึกเงียบๆ

แต่โรงแรมนี้ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังนะครับ
บ่ายๆ มี Afternoon Tea จิบชา กาแฟ สารพัดชนิด พร้อมขนุกขนมเยอะแยะ....

ตอนเย็นเขาจะมีอะไรทำนอง Happy Hour ครับ 5 5 5 5 เข้าทางไอ้โจรอย่างผม 5 5 5 5
ดื่มฟรีครับพี่น้อง จะเอาอะไรล่ะ สก๊อทช์ออนเดอะร๊อค...เบียร์...เครื่องดื่มค๊อกเทลผสมอแลกอฮอร์นานาชนิด
พีน่า คอลลาด้า ไหมไทย สิงค์โปร์สลิง จินฟิซ บลัดดี้แมรี่ สคริวไดรฟ์เวอร์ มาร์ตินี่ มากาเร็ตต้า ทุกอย่างดื่มฟรีครับ
มีกับแกล้มด้วย มีแซลมอนรมควัน ลูกไคเปอร์ ซาวร์ครีม และดิลล์ ถั่วสารพักชนิด ชีส ไส้กรอกวางเป็นถาด
โอ๊ย จาระไนไม่หมด...ไอ้แฮปปี้ อาวร์นี่แหละทำผม "เอียง" ก่อนไปดินเนอร์ทุกวัน 5 5 5 5
อาจารย์หมอยังแซวผมเลย หน้าแดงทุกวันเลยน๊า....5 5 5 5

ลองเป็นโรงแรมระดับนี้อาหารเช้าไม่ต้องพูดถึงครับ
อลังการงานสร้าง
ผู้จัดการห้องอาหาร ทักทายลูกค้าอยู่หน้าห้องอาหารด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส
มีพนักงานประจำ Egg Station บริการไข่ทุกชนิดที่มีในโลก ยกเว้น ไข่พะโล้ ไข่ลูกเขย และไข่ตุ๋น
จะกินออมเล็ตต์ไข่ขาว ไข่ดาวเอาแต่ไข่ขาว ชีสออมเล็ต ฟรีตาต้าของเสปน ไข่ต้มยางมะตูม ไข่ลวก มีหมด !
ไส้กรอก แฮม เบค่อน แฮชบราวน์ เห็ดผัด ซุปถั่วแดง แซลมอนรมควัน สลัด ชีสสารพักชนิด ขนมปังเป็นสิบ ผลไม้เป็นสิบ โยเกิร์ท รังผึ้ง แพนเค้ก เฟรนช์โทสต์ นำส้มก็คั้นสดๆ...

วู้...มีความสุขเสียจริงเอย...5 5 5 5

ช่วงเวลาอันแสนหวานผ่านไปสองวัน...
แต่พอมันเข้าวันที่สาม วันที่สี่ มันก็ชักจะแย่เหมือนกันนะครับพี่น้อง
คนไทยอ่ะครับ จะให้มันล่อหนมปังทุกวัน มันก็เริ่ม ไม่ไหวอ่ะครับ
อาจารย์หมอสุภาพสตรีบางท่านเริ่ม "งัด" ท่าไม้ตายออกมา เอา มาม่า มาผสมน้ำร้อนทาน
บางท่านเริ่ม ทำหน้าเบื่ออาหาร บ่นเล็กๆ...ไม่รู้จะกินอะไรแระ...ประมาณนี้
ผมมันสบายอยู่แล้ว...5 5 5 5 ไม่มีอนาทรร้อนใจอะไร
ผมยังกินไม่หมดทุกอย่างเลยครับ 5 5 5 5 จะให้ผมเบื่ออะไร

วันที่ห้า ผมเดินลงมาก่อนลูกทัวร์ ลงมาที่ห้องอาหาร
เอ๊ะ...วันนี้ผู้จัดการห้องอาหารมันเปลี่ยนหน้าแฮะ... สงสัยมาใหม่...ทักทายกัน Good Morning กันเสร็จแล้วผมก็บอกมันว่า ผมเป็นหัวหน้าทัวร์
ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ ผู้จัดการห้องอาหารรีบบอก
เซ่อร์... ไอ แฮฟ อะเร้นจ์ด์ สเปเชี่ยล มีล ฟอร์ ยัวร์ กรุ๊ป...
ว้าว...สุดยอด
ผมจะเดินเข้าไป ผู้จัดการดึงมือผมไว้แล้วบอกว่า แต่คณะของเราต้องนั่ง ในที่นั่งที่จัดไว้พิเศษเท่านั้นนะ
แล้วผมจะกินอย่างอื่นได้ด้วยป่าว...ผมถาม
ออฟ คอร์ส ! กินได้ตามปกติ แต่อาหารพิเศษมีจำกัดนะ...ผู้จัดการบอก
หมดแล้ว หมดเลย ไม่มีเติม เนี่ย... ไอทำไว้ให้คณะทัวร์ของยู 25 คน โดยเฉพาะ
เออ....กรุ๊ปเรามี 15 คน มันจัดไว้สำหรับ 25 คนแน่ะ
มีอาหารพิเศษ แต่ก็กินอย่างอื่นได้ทุกอย่าง จะต้องนั่งตรงไหน ก็ช่างมันแล้วละวะ...ผมนึก

ผมไปเดินสำรวจมุม "อาหารพิเศษ"...แม่เจ้าโว้ย
มีข้าวสวยครับ เป็นข้าวสวยญี่ปุ่น...เปิดฝาออกมาวันโขมง หอมฟุ้ง...
มีปลาแซลม่อนย่างซีอิ๊ว....มีไข่ม้วนแบบญี่ปุ่น หน้าตาดีเชียว มีหมูชุบขนมปังป่นทอด
มีปลาเล็กปลาน้อยทอดกรอบ มีผักดองสองสามอย่าง มีเต้าหู้อะไรซักอย่าง
มีมิโสะซุปด้วย !
โอ๊ย...สำหรับคนไม่เจอข้าวมาเกือบอาทิตย์ มีแค่นี้ก็หรูตาย5แล้ว 5 5 5 5

อาจารย์หมอเริ่มทะยอยเดินเข้ามา
เชิญทางนี้เลยครับอาจารย์ วันนี้เราต้องนั่งกันในส่วนที่เขาจัดไว้พิเศษครับ
วันนี้มีอาหารพิเศษให้ด้วยครับ เชิญตามสบายเลยครับ
โอ้โฮ...อาจารย์หมอร้องด้วยความดีใจ หันมาถามผม...ทำได้ไงเนี่ย...
แหม...มาทัวร์กะรักจริงหวังแต่งมันธรรมดาได้ที่ไหนล่ะครับ ผมทราบดีว่าพวกเราเริ่มเบื่ออาหารฝรั่ง ผมก็จัดอาหารพิเศษมาให้ไงครับ
อาจารย์ก็เฮ...ปรบไม้ปรบมือ เดินกรูกันไปตักข้าว ผมก็ยืนยิ้ม....หน้าบานเป็นกระด้ง
บรรดาอาจารย์หมอทั้งหลาย คีบปลาแซลมอน พุ้ยข้าวเข้าปากอย่างมีความสุข
ผมนึกในใจ เออ...กรูนี้มันเข้าขั้นเหมือนกันนิ โรงแรมเขา "เฟเวอร์" ของฟรีมา เราเจือกไปเอาเครดิตมาซะหมด 5 5 5 5

นั่งจิบกาแฟดูลูกทัวร์รับประทานอาหารเช้าอย่างมีความสุข แล้วเราก็พลอยมีความสุขไปด้วยครับ
ลูกทัวร์คุยกันหัวเราะเอิ๊กอ๊าก แบบนี้ ...ปลื้มครับ
เดินเลียบเคียงไปดูมุม "อาหารพิเศษ" ของผม อาหารหมดเกลี้ยง !
ข้าวเกือบหมดหม้อ เหลือเศษแซลมอน กะไข่ม้วนไว้นิดหน่อย เต้าหู้ หมูทอด เรียบวุธ...สุดยอด

พอทานกันเสร็จ ลูกทัวร์ก็ไปทำธุระส่วนตัวกัน อีกตั้งชั่วโมงกว่ารถจะมารับ
ได้เวลาหัวหน้าทัวร์กินบ้างละน๊า....
ว่าแล้วก็ไปทำแซนด์วิช แซลมอนรมควันมากินดีก่า....ลั้ลลา...5 5 5 5

กำลังจะกัดแซนด์วิช คำแรก หายนะก็มาเยือน...

เจ้าผู้จัดการห้องอาหารเดินจ้ำพรวด พรวด มาถามผม
ว๊อท อิส ยัวร์ เนชั่นแนลิตี้... What is your nationality ?
ผมเงยหน้ามอง...อ้าว ถามงี้ก็สวยซิวะ
อยู่มาตั้งหลายวันแล้ว ไทยแลนด์ไง ไทยแลนด์ !

ผู้จัดการเอามือแปะหน้าผาก เงยหน้ามองเพดาน แล้วทำท่าเหมือนจะเป็นลม
เฮ้ย...อะไรวะ
ผู้จัดการบอกว่า I thought you're Japanese. Special food were prepared for Japanese group !

อ้าว...ตาย5
เวรกรรม นี่อาจารย์หมอของเราไปซัลโวอาหารพิเศษของกรุ๊ปญี่ปุ่นไปเสียฉิบ 5 5 5 5
ล่อซะเกลี้ยงเลย
แล้วตัวกรูก็ไปรับความดีความชอบมาหมดแล้วด้วย 5 5 5 5

เฮ่ย ไม่รู้นะ ก็ยูไม่ถามไอก่อนนี่หว่า ว่าไอเป็นไอ้ยุ่นอ๊ะป่าว
มาถึงยูบอกซัดได้เลย พวกไอก็ซัดเลยอ่ะดิ..ล่อซะเหี้ยนเลย
เฮ่ย...แต่อร่อยมากนะ...ผมชม

ผู้จัดการมันเดินบ่นกลับไปรับชะตากรรมกับกรุ๊ปญี่ปุ่น 25 คน ที่ยืนรออยู่หน้าห้อง

ส่วนผม...ผมกัดแซนด์วิช ไส้แซลมอนรมควันด้วยความเอร็ดร่อย...
แล้วหัวเราะ สำลักแซนด์วิช ด้วยความตลก (ร้ายๆ) ของเหตการณ์ที่เกิดขึ้น
งานนี้พี่ยุ่นอดกินอาหารญี่ปุ่น เพราะพี่ไทยฟาดเรียบ
ด้วยความเฟอะฟะของผู้จัดการห้องอาหาร และความ "มั่วดริ๊ง" ของผม 5 5 5 5

สุดยอดประสบการณ์อาหารเช้าในชีวิตผมจริงๆครับ.

© 2003-2017 EZ-travel.info  KOTCHAKORN All Rights Reserved
Tasmanhof 39, 3151PV Hoek van Holland, The Netherlands Tel.+31 (0)6 497 08 713 เลขที่กิจการ KvK 24482236 หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษี BTW NL248561819B01